สารกันความชื้น

แคลเซียมออกไซด์มีราคาแสนถูกและดูดซับน้ำได้ดี จึงนิยมใช้กันมากแต่เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำจะปลดปล่อยความร้อนปริมาณมหาศาล หากเด็กเผลอหยิบกินเข้าไปอาจเกิดบาดแผลสาหัสจากความร้อน นอกจากนี้ หากทิ้งในถงขยะที่มีความชื้อสูงก็อาจเกิดไฟไหม้ได้ Read the rest of this entry

Advertisements

สารต้านออกซิเดชั้น

หากผลิตภัณฑ์อาหารสัมผัสอากาศเป็นเวลานานๆ จะถูกออกซิไดซ์ด้วยออกซิเจนเจนในอากาศ ผลคือโครงสร้างของโมเลกุลต่างๆ ในอาหารจะเปลี่ยนรูปเป็นโมเลกุลชนิดอื่น ทำให้รูปลักษณ์และรสชาติของอาหารแย่ลง เก็บไว้ได้ไม่นาน สูญเสียรสชาติ สิ่งที่เติมลงไปเพื่อหยุดกระบวนการนี้ก็คือ สารต้านออกซิเดชั้น

สารต้านออกซิเดชั้นที่ใช้กันทั่วไปจะเติมลงไปในอาหารโดยตรง ซึ่งผ็บริโภคก็จะกินเข้าไปด้วย สารเช่นนี้แน่นอนว่าต้องเป็นสารที่ไม่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ และสารที่นิยมใช้คือ วิตามินซึ่งเป็นสารประกอบที่มีพลังงานต่ำเป็นผลิตภณฑ์ และเป็นปฏิกิริยาที่ดำเนินไปข้างหน้าได้ง่าย กล่าวคือวิตามินซีทำปฏิกิริยากับออกซิเจนที่อยู่รอบๆ ได้ง่ายๆ ได้สารประกอบ จึงเข้ากับออกซิเจนที่อยู่แวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ในที่สุดสามารถป้องกันออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยากับอาหารได้ Read the rest of this entry

สารกันบูดที่กินได้ปลอยภัยมีด้วยหรือ?

สารกันบูด คือสารที่ใช้เติมลงในอาหารโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคที่เรีย ซึ่งจะช่วยป้องกันการเน่าเสีย เรียกว่า วัตถุกันเสีย วัตถุกันสียช่วยป้องกันการรุกร่าน การดำรงอยู่ และการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย แต่ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื่อแบคทีเรีย หลักสำคัญคือสารที่ใช้เป็นวัตถุกันเสียต้องไม่มีอันตรายต่อร่างกายมนุษย์

หากทำตำหนิบนเปลือกของไม้ในกลุ่ม Styrax (ตันกำยาน) จะมีน้ำยางไหลออกมา เมื่อทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้กำยานหรือเบนโซอิน เมื่อนำไปเดิมกรดจะได้กรดเบนโซอิก แต่กรดเบนโซอิกไม่มีกลิ่น และเมื่อเดิมหมู่ OH   Read the rest of this entry

อาหารที่ฟอกขาวเพื่อลบตำหนิอาจมีอันตรายได้

สำหรับสารฟอกขาวแบบออกซิเดชัน กฎหมายอนุญาตให้ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เฉพาะกับไข่ปลาแฮร์ริง ส่วนสารประกอบคลอรีน เช่น ผงฟอกขาว หลังจากเติมลงไปเพื่อฟอกขาวแล้งต้องล้างทิ้งให้หมด เพราะอาจก่ออันตรายได้ หากตกค้างจะมีกลิ่นราวกับกลิ่นคลอรีนในน้ำประปาเลยที่เดียว

เมื่อใช้สารฟอกขาวก็ไม่ทราบแล้วว่าสีเดิมของอาหาร กรณีที่ใช้สารออกซิไดซ์ไม่เพียงแต่สิ่งสกปกรกเท่านั้นที่ถูกออกซิไดซ์ ตัวเนื้ออาหารส่วนหนึ่งก็ต้องถูกออกซิไดซ์ปด้วย โมเลกุลของอาหารเมื่อถูกออกซิไดซ์แล้วเปลี่ยนรูปอย่างไรส่วนใหญ่ยังไม่ได้ศึกษา ก็ได้แต่ภาวนาให้ไม่เปลี่ยนเป็นโมเลกุลที่มีอันตราย

ส่วนเรื่องอันตราย มีข้อบ่งชี้ว่าไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เข้าทำลายดีเอ็นเอ จึงอาจก่อมะเร็งได้ โซเดียมซัลไฟต์ก็เช่นกัน นอกจากอาจเกิดอาการท้องเสียเฉียบพลันและทำลายระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ยังอาจก่อมะเร็งและเป็นพิษต่อระบบเมแทบอลิซึมอีกด้วย Read the rest of this entry

สีสังเคราะห์เป็นสาเหตุของภูมิแพ้และความผิดปกติของตับจริงหรือ?

อันตรายจากสีผมอาหาร

สีผสมอาหารที่ได้จากธรรมชาติโดยทั่วไปก็คิดกันว่าปลอดภัย แต่ส่งที่มีอันตรายก็มีเช่นกัน สีแมดเดอร์ที่ได้จากต้นแมดเดอร์ เป็นที่ยอมรับกันว่ามีโอกาสก่อมะเร็งที่ไตได้ จึงหยุดใช้ตั้งแต่ ค.ศ. 2004

โครงสร้างหลักทางเคมีของสีสังเคราะห์ส่วนใหญ่คือ วงแหวนเบนซีน(benzene ring) โมเลกุลที่มีโครงสร้างเบนซีนเช่นนี้บางครั้งก็ไม่ดีต่อสุขภาพดังนั้นต้องไม่รับประมาท แท้จริงแล้ว สีบบริลเลียนบลูเอฟซีเอฟ (brilliant blue FCF) สีตาร์ตรซีน และอีกหลายสี มีข้อบ่งชี้ว่าอาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้และมีพิษต่อตับ Read the rest of this entry

สารให้ความหวานสังเคราะห์ก็มีองค์ประกอบที่เป็นอันตรายรวมอยู่ด้วย

สารให้ความหวานที่มนุษย์สังเคาระห์ขึ้น เรียกว่า น้ำตาลเทียม บางตัวหวานกว่าน้ำตาลหลายร้อยเท่า เนื่องจากใช้ปริมาณเพียงน้อยนิดก็ได้ความหวานเท่าน้ำตาล จึงให้แครีต่ำมาก นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักและสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่สารเหล่านี้บางตัวมีอันตรายต่อสุขภาพ

  • แซคคาริน (saccharin) หวานกว่าซูโครส (น้ำตาลทราย) 500 เท่า ครั้งหนึ่งเคยมีข้อ สงสัยว่าอาจก่อมะเร็ง แต่ปัจจุบันไดรับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ไช่ นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักและผงขัดฟัน
  • ซอร์บิทอล (sorbitol) หรือซอร์บิท (sorbit) หรือกลูซิทอล (glucitol) ในธรรมชาติพบในน้ำหวานของแอปเปิล แต่ในห้องปฏิบัติการจะได้จากการเติมไฮโดรเจนเข้าที่น้ำตาลกลูโคส มีความหวานเพียง 60% ของน้ำตาลทราย ลักษณะพิเศษคือให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น จึงเป็นที่นิยมทั่วไป
  • ไซลิทอล (xylitol) ในธรรมชาติพบในไม้เบิร์ช (birch) แต่ที่ใช้กับมาจากการสังเคราะห์ทางเคมี มีลักษณะพิเศษคือไม่ก่อให้เกิดกรดในช่องปาก จึงไม่ทำให้ฟันผุ แต่ไม่มีฤทธิ์รักษาฟันผุ มีความหวานพอๆ กับ น้ำตาลทราย แต่แคลอรี่น้อยกว่าราว 40% จึงใช้เพื่อการลดน้ำหนักได้ดี
  • สารสกัดจากหญ้าหวาน (stevia) เป้นสารให้ความหวานที่ได้จากะรรมชาติโดยการสกัดจากหญ้าหวานหรือสเตเวีย ซึ่งเป็นพืชในวงศ์ Asteaceae วงศ์เดียวกับเบญจมาศ มีถิ่นกำเนิดในประเทศปารากวัย มีความหวาน 200 ถึง 300 เท่าของน้ำตาลทราย คาดว่าจะเป็นสารให้ความหวานในยุคต่อไป
  • แอสปาแตม (aspartame) โครงสร้างเป็นกรดอะมิโน 2 ชนิด ต่อกัน คือ ฟีนิลอะลานีนกับกรดแอสพาร์ติก หวานกว่าน้ำตาลทราย 200 เท่า เมื่อเข้าสู่ร่ายกายจะถูกสลายได้ฟีนิลอะลานีน จึงต้องระวังอันตรายในผู้ป่วยฟีนิลคีดตนูเรีย

Read the rest of this entry

การป้องกันสารพิษ

วิธีการป้องกันสารเป็นพิษ

1.  พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเป็นพิษเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ
2.  ควรศึกษาให้เข้าใจถึงอันตรายและวิธีการใช้สารเคมีแต่ละชนิด
3.  ใช้เครื่องมือ  อุปกรณ์  เพื่อการป้องกันอันตรายขณะที่มีการทำงานหรือเกี่ยวข้องกับสารเคมี
4.  ควรมีการตรวจสุขภาพ  สำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอย่างน้อยปีละครั้ง
5.  หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้บริเวณที่มีการใช้สารเคมีเพื่อป้องกันสารเป็นพิษเข้าสู่ร่างกายทางปาก  จมูก และผิวหนัง
6.  เมื่อมีการใช้สารเคมี  ควรอ่านฉลากกำกับโดยตลอดให้เข้าใจก่อนใช้ และต้องปฏิบัติตามคำเตือนและข้อควรระวังโดยเคร่งครัด
7.  อย่าล้างภาชนะบรรจุสารเคมีหรืออุปกรณ์เครื่องพ่นยาลงไปในแม่น้ำ  ลำธาร  บ่อ  คลอง  ฯลฯ
8.  ภาชนะบรรจุสารเคมีเมื่อใช้หมดแล้วให้ทำลายและฝังดินเสีย
9.  ให้ความร่วมมือกับทางราชการในการควบคุมตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ Read the rest of this entry

สารพิษถูกแบ่งออกเป็น 9 ชนิด

images

1. สารพิษป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (Pesticides) หมายถึง สารเคมีหรือส่วนผสมของสารเคมีใดๆ ก็ตาม ที่ใช้ป้องกันกำจัดทำลายหรือขับไล่ศัตรูพืชสัตว์และมนุษย์สารพิษที่สำคัญได้แก่

1.1 สารพิษป้องกันกำจัดแมลง (insecticides) คือ สารเคมีที่ใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงและหนอนที่เป็นศัตรูพืช สัตว์ และมนุษย์มีทังที่อยู่ในรูปสารประกอบทางอินทรีย์ และอนินทรีย์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองในธรรมชาติ หรือสังเคราะห์ขึ้น สารพษป้องกันกำจัดแมลงที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

กลุ่มออร์แกนโนคลอรีน (Organocholrine) สารประกอบที่มีคลอรีน (Cl) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ สารพิษในกลุ่มนี้จะมีความคงตัวสลายตัวยาก จึงปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติได้นาน บางชนิดจะมีพิษตกค้างอยู่ได้นานเป็นสิบๆ ปี มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ถ้าได้รับสารพิษนี้เข้าไปจำนวนมากจะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ท้องร่วง อาจเกิดหัวใจวายและตายได้ แต่ถ้าได้รับปริมาณน้อยๆ ค่อยๆ สะสมใน่างกายจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ ตัวอย่างของสารพิษพวกนี้ได้ แก่ ดีดีที ออลดริน ดิลดริน เอนดริน เฮปคาคลอร์ ลินแดน ฯลฯ

กลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต (Organophosphate) เป็นสารสังเคราะห์มาจากกรดฟอสฟอริค จึงมีฟอสฟอรัส (P) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ สารพิษพวกนี้จะสลายตัวได้ง่าย มีพิษตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่ยาวนานนัก โดยเฉลี่ยประมาณ 3-15 มักจะมีพิษรุนแรงมากต่อสิ่งมีชีวิต มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงได้ดี สารพิษป้องกันกำจัดแมลงทุกชนิดในกลุ่มนี้ จะมีผลต่อระบบความดันโลหิตและระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (cholinesterase) ในเลือด ถ้าได้สารพิษนี้เข้าไปจะทำให้เกิดการเวียนศีรษะตื่นเต้นตกใจง่าย คลื่นไส้ เป็นตะคริว ชัก ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อและตายได้ ตัวอย่าง ของสารพิษพวกนี้ได้แก่ มาลาไธออน,อาชีเฟท,ไดโครวอส,เมวินฟอส,โมโนโครโตฟอส ฯลฯ

กลุ่มคาร์บาเมท (Carbamate) เป็นอนุพันธ์ของกรดคาร์บามิกมีธาตุไนโตรเจน (N) เป็นองค์ประกอบ สลายตัวง่าย มีฤทธิ์ในการฆ่าแมลงได้อย่างกว้างขวางและค่อนข้างจะมีพิษต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นน้อยกว่า 2 กลุ่มแรก แต่จะมีพิษสูงต่อผึ้งและปลาสารพิษกลุ่มนี้จะมีผลต่อระดับของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสและเป็นพิษต่อระบบประสาทเช่นเดียวกับสารพิษกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต ดังนั้น ถ้าได้รับสารพิษพวกนี้เข้าไปก็จะเกิดอาการคล้ายคลึงกัน ตัวอย่างของสารพิษพวกนีได้แก่ คาร์บาริล, ไบกอน, คาโบฟูเรน ฯลฯ

กลุ่มไพรีรอย (Pyrethroids) ได้แก่สารพิษไพรีทริน (pyrethrin) ซึ่งมีได้ทั้งจากธรรมชาติ คือ สกัดได้จากดอกทานตะวัน และจากการสังเคราะห์ขึ้น ตัวอย่างเช่น สารเฟอร์เมทริน สารเรสเมทรินไซเปอร์เมทริน ฯลฯ สารพิษกลุ่มนี้ใช้ฆ่าแมลงได้ดี แต่ต้นทุนการสังเคราะห์สูงกว่าที่สกัดได้จากธรรมชาติ จึงทำให้มีราคาแพงมาก สารพิษกลุ่มนี้มีพิษต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นค่อนข้างน้อยและสลายตัวได้ง่าย

1.2 สารพิษป้องกันกำจัดวัชชพืช (herbicides) เป็นสารเคมีที่ใช้ป้องกันและกำจัดวัชชพืชที่ขึ้นในที่ที่เราไม่ต้องการให้ขึ้นโดยมามักเรียกว่า “ยาฆ่าหญ้า” ทั้งๆ ที่ยาบางชนิดสามารถทำลายพืชอื่นๆ ได้นอกจากหญ้า ปัจจุบันมีสารพิษกำจัดวัชชพืชจำหน่ายอยู่มากกว่า 150 ชนิด หลายร้อยสูตรและมีประสิทธิภาพการตกค้างอยู่ในดินในสภาวะที่เหมาะสมได้เป็นเวลานานเช่นกัน ตัวอย่างของสารพิษพวกนี้ ได้แก่ พาราคว๊อต 2, 4, 5-T,2, 4 – D, ดาราปอน 85 % อะตราซึน ฯลฯ

1.3 สารพิษป้องกันกำจัดเชื้อรา (fungicides) เป็นสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดเชื้อราที่พืชพันธุ์ธัญญาหาร เมล็ดพืช ผัก ผลไม้ ตลอดจนเชื้อราที่ขึ้นอยู่ตามผิวดินสารพิษในกลุ่มนี้มีมากกว่า 250 ชนิด มีทั้งที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์นอ้ยจนถึงพวกที่มีพิษสูงตลอดจนอยู่ในสภาวะแวดล้อมได้นาน ตัวอย่างของสารพิษพวกนี้ได้แก่ คอปเปอร์ซัลเฟต แคปเทน ไชเนป นาเนบ เบนเลท ฯลฯ

1.4 สารพิษป้องกันกำจัดสัตว์แทะ (rodenticides) เป็นสารเคมีที่ใช้กำจัดหนูหรือสัตว์ฟันคู่ บางชนิดมีพิษร้ายแรงมาก ตัวอย่างของสารพิษพวกนี้ ได้แก่ โซเดียมโมโนฟลูออโร-อาซีเดท ซิงค์ฟอสไซด์วอฟาริน ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีสารพิษป้องกันกำจัดศัตรูพืชอื่น ๆ อีก ได้แก่สารพิษป้องกันกำจัดสาหร่าย (algicides) สารพิษป้องกันกำจัดหนอน ไส้เดือนฝอย (nematocides) สารพิษป้องกันกำจัด เห็บ , ไร (acaricides) เป็นต้น

2. โลหะหนัก

           เป็นสารพิษอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญมากมีทั้งที่พบอยู่ทั่วๆ ไป ตามธรรมชาติ และเป็นสารประกอบของโลหะที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา โลหะหนักที่สำคัญ ๆ คือ

2.1 ตะกั่ว เป็นโลหะหนักที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นสารผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้ในอุตสาหกรรม แบตเตอรี่ อุตสาหกรรมกรดซัลฟูริค ทำโลหะเจือ ทำกระสุนปืน สีทาเหล็ก และงานบัดกรี เป็นต้น ตะกั่วสามารถปะปนอยู่ในบรรยากาศ อาหารรับประทานและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ได้ พิษของตะกั่วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดแดงมีผลกระทบต่อระบบประสาทและทำให้เกิดอันตรายต่อไต

2.2 ปรอท มนุษย์นำปรอทไปใช้ผสมหรือเจือโลหะต่างๆ เช่น ทองคำ เงิน และทองแดงที่เรียกว่า “อะมัลกัม” นำไปใช้ในการอุดตัน ใช้เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์และเป็นองค์ประกอบของยาปราบศัตรูพืชและสัตว์ พิษของปรอทเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ทำลายเนื้อเยื่อปอด ทำลายระบบขับถ่ายและระบบประสาท ส่วนกลาง

3. สารระคายผิว

           เป็นสารพิษที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบได้ เมื่อสัมผัสบ่อย ๆ เป็นเวลานานสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่ม

3.1 พวกที่ละลายไขมันได้แก่ ตัวทำละลายที่ใช้กันทั่วๆ ไป เช่น อะซีโตน, อีเทอร์, เอสเตอ, สารละลายด่าง ตัวทำละลายนี้จะละลายไขมันตามธรรมชาติและอาจจะละลายผิวชั้นนอกได้ด้วย

3.2 พวกที่ดึงน้ำออก เมื่อถูกผิวหนังจะดึงน้ำออกจากผิวหนัง เกิดความร้อนให้กรดที่กัดผิวหนัง เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ซัลเฟอร์ไทรออกไซด์, ฟอสฟอรัสเพนทอกไซด์, แคล-เซี่ยมออกไซด์แคลเซี่ยมคลอไรด์

3.3 พวกที่ทำปฏิกิริยากับน้ำหรือการแตกตัว น้ำจะทำให้สารหลายชนิดแตกตัวให้อิออน เช่น น้ำกับฟอสฟอรัสเพนตะคลอไรด์ให้คลอไรด์ อิออน และกรดไฮโปคลอรัส เป็นต้น

3.4 พวกที่ตกตะกอนโปรตีน เช่น เกลือของโลหะหนักต่างๆ แอลกอฮอล์, ฟอร์มาดีไฮด์ กรดแทนนิล ฯลฯ

3.5 พวกออกชิไดเซอร์ ซึ่งจะรวมกับไฮโดรเจน ปล่อยออกซิเจนออกมา เช่น คลอรีน, เฟอร์ริคคลอไรด์, กรดโครมิล, สารเปอแมงกา-เนท เป็นต้น

3.6 พวกรีดิวเซอร์ ซึ่งจะไปดึงเอาออกซิเจนออกมาทำให้ผิวลอกหรือผิวชั้นนอกหนาขึ้น เช่น ไฮโดรควินโนน, ซัลไฟท์ เป็นต้น

3.7 พวกที่ทำให้เป็นมะเร็ง โดยไปกระตุ้นการเติบโตของผิวชั้นนอกและกลายเป็นเซลล์มะเร็ง เช่น สารที่กลั่นจาก ถ่านหิน อะนีลิน เป็นต้น

4. สารที่เป็นผงหรือฝุ่นซึ่งมีอนุภาคเล็กๆ

          เข้าสู่ร่างกายได้ โดยการหายใจ ตัวอย่างผงฝุ่นของแอสเบสตอส ทำให้เกิดโรค ปอดแข็ง (asbestosis) ผงฝุ่นของซิลิเกทเป็นอันตรายต่อปอดผงฝุ่นของโลหะต่าง ๆ เช่น ตะกั่ว, ปรอท, แมงกานีส, แคดเมี่ยม ฯลฯ ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายได้

5. สารที่ให้ไอเป็นพิษ

          เป็นสารเคมีที่ให้ไอพิษเมื่อสูดดมเข้าไปทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย ได้แก่ ตัวทำละลายต่าง ๆ เช่น เบนซิน คาร์บอนไดซัลไฟต์ คาร์บอนเตดตะคลอไรด์ เมทธิลแอลกอฮอล์ ฯลฯ

6. ก๊าซพิษ

          มีหลายชนิดที่ใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ก๊าซพิษบางชนิดมีอันตรายมาก โดยอาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนหรือทำความระคาย หรืออันตรายต่อร่างกาย และเราอาจมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ไฮโดรเจนไซยาไนต์, ไฮโดรเจนซัลไฟต์, ไนโตรเจนออกไซด์, พอสจีน ฯลฯ

7. สารเจือปนในอาหาร

          เป็นสารเคมีที่นำมาใส่เข้าไปในอาหารโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันมิให้อาหารเสีย เพื่อการคงไว้หรือเพิ่มคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของอาหาร ตลอดจนเพื่อให้อาหารนั้นมีกลิ่น รส สี ที่น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น สารเคมีเหล่านี้ บางชนิดถ้าใส่ในปริมาณมากเกินไปก็จะก่อให้เกิดเป็นพิษเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ตัวอย่าง เช่น สารไนเตรทไนไตรท์ ผงชูรส โซเดียม เบนโซเอท เป็นต้น นอกจากนี้สารเคมีบางชนิดก็เป็นสารที่เป็นพิษมีอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ตัวอย่างเช่น สีย้อมผ้า กรดกำมะถัน บอแรกซ์ กรดซาลิโซลิก เป็นต้น

8. สารพิษที่สังเคราะห์โดยสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

          ได้แก่ สารที่สังเคราะห์จากเชื้อรา แบคทีเรี พืช และสัตว์บางชนิด ตัวอย่างของสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา เช่น สารพิษ Aflatoxin เกิดจากเชื้อราพวก Aspergillus flavus ที่ขึ้นอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพดหรืออาหารแห้งอื่นๆ หรือสารพิษ Botulinum toxin เกิดจากเชื้อแบททีเรีย Clostridium botulinum ที่ขึ้นในอาหารกระป๋องที่ผลิตไม่ได้มาตราฐานสารพิษ Trichothecene หรือ T-2 toxin เกิดจากเชื้อรา Fusarium tricinetum ที่ขึ้นในข้าวโพด เป็นต้น สำหรับพืชและสัตว์ที่สามารถสร้างสารพิษได้ เช่น เห็ดพิษ กลอย มันสำปะหลัง คางคก เหรา (สัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง) ปลาปักเป้า เป็นต้น

9. สารกัมมันตภาพรังสี

          เป็นสารที่สามารถแผ่รังสีมาจากตัวเองได้ มนุษย์ได้มำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่สำคัญคือในด้านการแพทย์ และการผลิตไฟฟ้า สารกัมมันตภาพรังสีนับเป็นสารที่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิตมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับสารพิษชนิดอื่นๆ โดยจะทำอันตรายโดยตรง และถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้อีกด้วย กัมมันตภาพรังสีที่แผ่ออกมามี 3 ชนิด คือ รังสีอัลฟา รังสีเบต้า และรังสีแกมมา สารกัมมันตภาพรังสีในธรรมชาติมีหลายตระกูล แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ตระกูลยูเรเนียม และตระกูลทอเรียม ที่สำคัญรองลงมาคือ โปแตสเซียม -40 ยูบีเดียม – 87 สมาเรียม – 147 ลูซีเตียม – 176 และเรเดียม – 220 เป็นต้น Read the rest of this entry

สารเคมีที่ต้องระวังในเครื่องสำอาง

 

 

images-stories-womanandkid-165-dangerous_chemicals-254x160

 

เรื่องความสวยความงามกับผู้หญิงเรานี้เป็นของที่แยกกันไม่ได้เลยนะคะ และจริงๆ แล้วเราก็ไม่อยากจะแยกพรากจากกันด้วยซ้ำไป ว่ากันง่ายๆ ก็คือต้องการให้ความสวยความงามนั้นอยู่กับเรานานที่สุดที่เป็นไปได้ จึงมีสารพัดเครื่องสำอางและเครื่องบำรุงผิวออกมาให้ผู้หญิงเราได้ใช้กัน ในปัจจุบันนี้มีการใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่เป็นแบบสารอินทรีย์ธรรมชาติล้วน นั่นคือปลอดจากสารเคมี แต่อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงเราก็คงไม่อยากโยนเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบเป็นสารเคมีทิ้งไปทั้งหมดหรอก แหม ก็อย่างน้อยๆ ก็เพราะว่าเราได้จ่ายเงินซื้อมาแล้ว และอีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะไม่ใช่ว่าสารเคมีทุกชนิดจะเป็นอันตรายไปทั้งหมดหรอกค่ะ ว่าแต่… ชนิดใดเป็นอันตราย ชนิดใดไม่เป็นอันตรายล่ะ จะรู้ได้อย่างไร
เหตุผลหนึ่งที่ผู้ผลิตเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมักจะใช้สารเคมีเป็นส่วนประกอบก็เพราะราคาต้นทุนที่ถูกกว่านั่นเอง ซึ่งสารบางอย่างก็เป็นอันตรายได้และสาวๆ เราก็ควรจะสังเกตตามสลากบอกส่วนผสมที่มากับผลิตภัณฑ์บ้างนะคะ มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

 

1. สารกันเสียประเภทพาราเบน (Paraben Preservatives)

หน้าที่ของมันก็ตามชื่อนั่นแหละค่ะ คือกันการเน่าเสียของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากราคาถูกจึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในรูปของเมธิลพาราเบน (Methylparaben) และ เอธิลพาราเบน (Ethylparaben) มักจะนำมาผสมกับผลิตภัณฑ์จำพวกครีมนวดผม น้ำยาดับกลิ่นกาย ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แชมพู ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมทำความสะอาด เป็นต้น เจ้าสารเคมีตัวนี้สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือดได้รวดเร็วและเพิ่มอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้มากโดยเฉพาะมะเร็งเต้านม ถึงจะมีการกำหนดให้ใช้ในปริมาณน้อยในระดับหนึ่ง แต่ก็จัดได้ว่าเป็นสารเคมีอันตรายตัวแรกเลยที่เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงค่ะ

2. โพลีเอธิลีนไกลคอล (Polyethylene Glycol หรือ PEG)

เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเพื่อทำให้เนื้อของผลิตภัณฑ์ดูข้นขึ้น มักจะใช้กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นสารเคมีที่เมื่อสัมผัสกับผิวของเราแล้วอาจจะทำให้เกิดการรบกวนกับไขมันธรรมชาติที่ผิวของเราและอาจจะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพดูแก่ก่อนวัยของผิวได้ นอกจากนั้นยังทำให้ผิวอ่อนแอลงทำให้ติดเชื้อและแพ้สิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

3. โซเดียมลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate หรือ SLS)

เป็นสารสังเคราะห์ที่มักจะถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับปากและฟัน แชมพู ครีมอาบน้ำ เพื่อทำให้เกิดฟอง บางทีผู้ผลิตเครื่องสำอางอาจจะเลี่ยงใช้คำว่า “มาจากมะพร้าว” ก็ได้ สารตัวนี้อาจจะทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง แสบตา สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายของเราได้ในระยะยาว เป็นสารเคมีที่สามารถซึมลงผิวหนังได้รวดเร็วมาก และก่อให้เกิดผลเสียต่อปอด สมอง และหัวใจ เราควรหลีกเลี่ยง

4. ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (Isopropyl Alcohol)

ใช้กันในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำนวนมาก โดยทั่วไปจะทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายในผลิตภัณฑ์นั้นๆ และสามารถทำอันตรายกับผิวได้ ทำให้เกิดการระคายเคือง เนื่องจากว่าสารเคมีนี้สามารถทำลายชั้นของความเป็นกรดที่ผิวของเราตามธรรมชาติจึงทำให้รูขุมขนอ่อนแอลงและถูกโจมตีจากเชื้อโรคง่ายขึ้น หากผิวสัมผัสกับสารนี้นานมากๆ อาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในการแก่ก่อนวัยของผิวได้

5. ขี้ผึ้งหรือแวกซ์เหลวที่เหลือจากการกลั่นปิโตรเลียม (Mineral Oil)

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอาง ลิปสติก จะมีสารเคมีชนิดนี้อยู่ และจากที่มาของมัน เราก็น่าจะรู้ได้ว่าไม่ค่อยจะดีต่อผิวของเราเท่าไรนัก การใช้นานๆ ทำให้เกิดปัญหากับผิว เช่นทำให้รูขุมขนอุดตันและทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบ และถ้าพอกปิดทับผิวเรามากๆ เข้า ก็เหมือนกับทำให้ผิวเราหายใจไม่ออกนั่นเอง

6. สีสังเคราะห์ (Synthetic Colors)

สีที่ได้จาการสังเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเครื่องสำอางเองมีสีสันสดใสสวยงาม (และทำให้ผู้ใช้สวยงามขึ้นบ้างด้วย) รวมทั้งใช้ในน้ำยาย้อมผมบางชนิดด้วย เวลาดูที่สลากเราจะเห็นเขียนว่า FD&C หรือ D&C และตามด้วยสีและตัวเลขเช่น FD&C Red No.6 เป็นต้น เราเชื่อว่าสีสังเคราะห์พวกนี้เป็นสารก่อมะเร็งได้ ถ้าหลีกเลี่ยงได้สาวๆ ก็ควรจะเลี่ยงนะคะ

7. น้ำหอมสังเคราะห์ (Synthetic Fragrances)

ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง มีน้ำหอมสังเคราะห์อยู่หลายร้อยชนิดที่พร้อมที่จะถูกเลือกมาใช้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไปจำชื่อพวกนี้ได้หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสลากก็จะเขียนไว้ง่ายแค่ว่า น้ำหอม หรือ Fragrance แค่นั้น แต่ถ้าเจ้าน้ำหอมสังเคราะห์พวกนี้ก่อเรื่องให้เรา เราก็จะเกิดอาการระคายเคือง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เป็นผื่น ผิวเปลี่ยนสี ไอ อาเจียน เราจึงต้องคอยสังเกตอาการของตัวเองในการใช้งานเครื่องสำอางด้วย ทางที่ดีก็คือ เลือกเครื่องสำอางที่มีกลิ่นน้อยๆ ไม่จัดจ้านนัก น่าจะดีกว่านะคะ

หลังจากรู้อย่างนี้แล้ว เวลาสาวๆ เราเลือกซื้อเครื่องสำอางครั้งต่อไป ก็ต้องคอยดูว่าไม่มีสารเคมีอันตราย หรือที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ดังที่กล่าวมาข้างต้น ไม่แน่นะคะ การหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีกับตัวเรา เช่นหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีขี้ผึ้งจากน้ำมันปิโตรเลียมต่างๆ อาจจะทำให้อาการแพ้ที่เคยเป็นอยู่และหาสาเหตุไม่ได้สักที หายไปเลยก็ได้นะคะ Read the rest of this entry

สารพิษตกค้างในผักผลไม้

 สารพิษตกค้างในผักผลไม้

ในปัจจุบัน  กระแสนิยมเรื่องราวของสุภาพได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก    ผักผลไม้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญของผู้รัก
สุขภาพ   เนื่องจากผักผลไม้มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน
ต่างๆ รวมถึงเส้นใยของผักผลไม้ยังช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายของร่างกายเป็นปกติอีกด้วย

          นอกจากสารอาหารต่างๆ ที่อยู่ในผักผลไม้ที่จะได้รับจากการรับประทานแล้ว ผักผลไม้บางชนิดยังมีประโยชน์มากกว่าการเป็นอาหาร นั่นคือ
สรรพคุณทางยา เช่น บร็อคโคลี่ โดยสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่าบร็อคโคลี่เป็นพืชที่ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีกะหล่ำปลี
รักษาโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือดและต้านมะเร็ง ผักกาดขาว ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอและขับเสมหะ มะเขือเปราะ
ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ขับปัสสาวะและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย คะน้า มีแคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุนและมะเร็ง

 ด้วยสรรพคุณที่มากมายเหล่านี้ ผู้บริโภคจึงนิยมหันมารับประทานผักผลไม้กันมากขึ้น เพราะต้องการดูแลบำรุง รักษาสุขภาพของตนเองให้
แข็งแรงอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะตระหนักดีว่าผักผลไม้ที่รับประทานนั้นจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่ยังมีข้อวิตกกังวลอยู่ในเรื่องของสารพิษ
ตกค้างจากการเพาะปลูก ว่าแท้จริงแล้วผักผลไม้เหล่านี้จะเกิดประโยชน์หรือมีโทษมากกว่ากัน… เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญ

           หากเราซื้อผักผลไม้ตามท้องตลาดมาบริโภคคงหนีไม่พ้นสารพิษตกค้างอยู่     ถ้าเราบริโภคแม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม แต่หากบริโภคเป็น
ประจำอาจจจะเกิดการสะสม ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งในเรื่องของประสาทสัมผัส  การเคลื่อนไหวบกพร่อง เกิดความผิดปกติ
ทางกายภาพของต่อมไทรอยด์ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารป้องกันกำจัดแมลงบางชนิดมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง  เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม และมะเร็งผิวหนัง

           กลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ทำการตรวจสอบ
สารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรเขตภาคอีสานตอนบน ในผลผลิตพืช 85 ชนิด จำนวน 4,338 ตัวอย่าง ระหว่างปี 2551 – 2554 พบว่ามีสาร
พิษตกค้างในปริมาณที่ปลอดภัย 878 ตัวอย่าง  คิดเป็น 20% ของตัวอย่างทั้งหมด  และพบสารพิษตกค้างเกินค่าความปลอดภัย 157 ตัวอย่าง  คิด
เป็น 4% ของตัวอย่างทั้งหมด

     สำหรับชนิดที่พบสาพิษตกค้างเกินค่าความปลอดภัย      ประกอบด้วย   แตงกวา  มะเขือเปราะ  ถั่วฝักยาว  ผักกาดขาว  กะหล่ำปลี  คะน้า
บร็อคโคลี่  พริก พริกหยวก กะหล่ำดอก กวางตุ้ง มะเขือเทศ พุทรา และมะม่วง โดยมีระดับเปอร์เซ็นต์การตรวจพบ ดังนี้

ชนิดพืช
การตรวจพบสารพิษ
ตกค้างเกินค่า
ความปลอดภัย
ชนิดพืช
การตรวจพบสารพิษ
ตกค้างเกินค่า
ความปลอดภัย
แตงกวา
11.9
พริก
7.6
มะเขือเปราะ
11.5
พริกหยวก
5.0
ถั่วฝักยาว
11.0
กะหล่ำดอก
3.3
ผักกาดขาว
10.0
กวางตุ้ง
2.4
กะหล่ำปลี
9.5
มะเขือเทศ
1.2
คะน้า
9.4
พุทรา
1.1
บร็อคโคลี่
7.7
มะม่วง
0.7

    ชนิดของสารพิษตกค้างที่พบมากที่สดคือ cypermethrin และ chlorpyrifos     ซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด
แมลงได้ดีและราคาไม่แพง สังเกตได้จากชนิดพืชที่พบสารเกินค่าความปลอดภัยเป็นผักผลไม้ มักเป็นชนิดที่ผู้บริโคนิยมรับประทาน สามารถหาซื้อ
ได้ตลอดทั้งปี   เกษตรกรจึงต้องผลิตให้ได้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค  เป็นสาเหตุทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อให้ได้ผล
ผลิตปริมาณมาก สวยงาม ไม่ถูกแมลงกัดแทะ

          ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรร่วมมือกันแก้ปัญหาสารพิษตกค้างที่เกิดขึ้น    เจ้าหน้าที่ควรให้ความรู้คำแนะนำแก่เกษตรกรในเรื่องของการใช้
สารป้องกันกำจัดแมลง    ใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น     โดยใช้ในอัตราและความถี่ที่ถูกต้องรวมทั้งควรคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและตัว
เกษตรกรเอง

   ในส่วนผู้บริโภคนั้น  ควรให้ความสำคัญในการหลีกเลี่ยงสารพิษตกค้างในผักผลไม้ มีการป้องกันในเบื้องต้นโดยล้าง  ปอกเปลือกผักผลไม้
ก่อนบริโภค เลือกบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาล ไม่ควรรับประทานผักผลไม้ชนิดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน   ควรเลือกรับประทานให้หลากหลาย เพื่อให้
ร่างกายมีเวลานานพอที่จะช่วยขับ และกำจัดสารพิษบางชนิดออกจากร่างกาย     ก่อนที่จะมีการสะสมปริมาณสารพิษจนก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย
ควรเลือกรับประทานผักที่ผ่านความร้อนมาแล้ว    เพราะความร้อนสามารถทำลายสารพิษตกค้างหลายชนิด     และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมา
บริโภคผักพื้นบ้าน   เนื่องจากผักพื้นบ้านที่ขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้ปลูกเป็นการค้า  ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง  และผักบางชนิดมีกลิ่นตาม
ธรรมชาติที่แมลงไม่ชอบ การบริโภคผักพื้นบ้านจึงมักปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง

           การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย    เพียงแต่เกษตรกรควรใช้ในปริมาณ  ระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ผลผลิตที่ได้นั้นปลอด
ภัยจากสารพิษตกค้าง และที่สำคัญในทุกขั้นตอนการเพาะปลูกเกษตรกรควรคำนึงถึงสุขภาพของตนเองและผู้บริโภคเป็นหลัก Read the rest of this entry